จะแปลง Passion ให้กลายเป็นเครื่องมือทำเงินบนอินเทอร์เน็ทได้ยังไง…

สวัสดีครับเพื่อนๆ

เป็นไปตามสัญญานะครับว่าถ้าบทความที่แล้วมีการแชร์บนเฟสบุ้กมากกว่า 50 ครั้งแล้วผมจะเขียนบทความต่อไปเลยภายในหนึ่งสัปดาห์

ก็แชร์เกินมาพอสมควร เพราะฉนั้นก็จัดไปครับ แต่ทว่า… พรุ่งนี้ผมต้องเดินทางพาครอบครัวไปเที่ยวเป็นระยะเวลา 11 วัน ก็อาจจะต้องทิ้งช่วงสำหรับบทความต่อไปพอสมควรนะครับ 🙂

คืนนี้เลยขอนั่งจิบไวน์พันปีเสริมกำลังกายนิดนึงก่อน…

โอเค… มาเข้าช่วงสาระกันได้แล้ว

สำหรับบทความนี้จะพูดถึงเรื่องของการแปลง Passion ให้กลายเป็นเครื่องมือทำเงินบนอินเทอร์เน็ท…

เครื่องมือที่จะทำหน้าที่สร้างทั้งรายได้และเวลาให้กับเราแม้เวลาที่เรากิน นอน เข้าห้องน้ำ เล่นกีฬา ท่องเที่ยว ฯลฯ

เอาแบบสั้นๆคือมันจะทำหน้าที่สร้างรายได้ให้เราได้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด…

โดยมันไม่สนหรอกว่าเราจะเอาเวลาไปทำอะไร!

ในตอนนี้ผมจะยังไม่ลงรายละเอียด แต่จะสาธยายถึงภาพรวมก่อนว่า…

เจ้าเครื่องมือทำเงินนี้มันจะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

อย่างแรกเลยที่ต้องมีก็คือ…

ตลาดเป้าหมาย

หรือเรียกให้ดูดีว่า “นิช” (Niche) นั่นเอง… จริงๆผมไม่รู้หรอกว่านิยามของคำว่าตลาดกับนิชมันแตกต่างกันยังไง ผมเรียนไม่จบ แถมไม่เคยได้ศึกษาการตลาดแบบทฤษฎีมาเลย ผมไม่รู้ก็คงไม่แปลกใช่ไหม…

แล้วนิยามของคำว่าตลาดกับนิชสำหรับผมมันคืออะไร?

คำว่าตลาดสำหรับผมแล้ว ผมมองว่ามันเป็นอะไรที่กว้างๆ เช่น ตลาดของคนลดน้ำหนัก ตลาดของคนรักษาสุขภาพ ตลาดของคนมองหารายได้เสริม ฯลฯ

แต่นิชสำหรับผมแล้ว มันจะเป็นอะไรที่เฉพาะเจาะจงและอยู่ภายใต้ตลาดอีกทีนึง พูดง่ายๆคือมันเป็นส่วนย่อยในตลาดเข้าไปอีก เช่น…

More...

ในตลาดของคนลดน้ำหนัก อาจจะมีนิชอยู่หลายๆนิชข้างใน เช่น…

คนที่สนใจการลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายในร่ม
คนที่สนใจการลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหาร
คนที่สนใจการลดน้ำหนักด้วยการเล่นโยคะร้อน
ฯลฯ

ตลาดของคนต้องการหารายได้เสริมก็อาจจะมีนิชย่อยเป็น…
คนที่ต้องการหารายได้เสริมด้วยการขายของบน eBay
คนที่ต้องการหารายได้เสริมด้วยการสร้างแอปมือถือ
คนที่ต้องการหารายได้เสริมด้วยการรับจ้างเขียนโปรแกรมผ่านอินเทอร์เน็ท
ฯลฯ

ผมเชื่อว่าตอนนี้ท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจคำว่าตลาดกับนิชในนิยามของผมมากขึ้นแล้ว… แน่นอนว่าผมไม่รู้ว่านิยามของผมมันถูกหรือผิดยังไงกับทฤษฎี เอาเป็นว่าเข้าใจตามกันไปก่อนละกัน ถูกผิดช่างมันก่อน 5555

สิ่งแรกที่จะเป็นรากฐานในการสร้างเครื่องมือทำเงินขึ้นมาก็คือนิช

เราต้องมีนิชก่อน… และโชคดีก็คือ… เรามี Passion แล้วนี่นา นั่นล่ะคือนิชของเรา!

แต่เดี๋ยว… ลองดูดีๆว่า Passion ของเราป็นนิชจริงไหม หรือมันกว้างๆแบบตลาด?

ถ้าเรามี Passion เป็นการชอบเล่นกีต้าร์ แบบนี้ผมถือว่าเป็นตลาด ไม่ใช่นิช ให้ลองลงลึกไปอีกหน่อยว่าเราชอบเล่นกีต้าร์แบบไหน?

กีต้าร์คลาสสิค
กีต้าร์โฟล์ค
กีต้าร์ไฟฟ้า
กีต้าอะคูสติก
หรืออาจจะเป็นเล่นกีต้าเพลงร๊อค
เล่นกีต้าร์เพลงแจ็ส

ฯลฯ

ยิ่งเราเลือกนิชของตัวเองได้แบบเฉพาะเจาะจงเท่าไหร่ เราจะยิ่งง่ายในการทำตลาดเท่านั้น

ดั่งคำที่เราน่าจะเคยได้ยินกันบ่อยๆว่า…

ถ้าเราบอกว่าลูกค้าของเราคือคนทุกคนบนโลกนี้… นั่นแสดงว่าเราไม่มีลูกค้าอยู่เลย!

แปลง่ายๆคือถ้ากลุ่มลูกค้าเรามันกว้างเกินไป เราจะเข้าถึงพวกเขายาก และอาจจะจบด้วยการไม่ได้สักคนมาเป็นลูกค้าเลย…

ลองคิดดูสิครับว่า…

ถ้าเราเลือกนิชกว้างๆตลาดๆอย่างเล่นกีต้าร์ แล้วสมมติเราทำคอร์สสอนคนเล่นกีต้าร์พื้นฐานขึ้นมา…

เราจะเขียนโฆษณาให้คนกลุ่มเป้าหมายหันมาสนใจคอร์สของเราอย่างไรดี?

“มาเรียนกีต้าร์กันเถอะ”

คือแบบ… คนอาจจะสนใจ แต่จะไม่ให้ความสนใจกับมันมากมาย เพราะรู้สึกว่ามันกว้างๆ

ส่วนเราเองเวลาเขียนโฆษณาแบบนี้… เราก็ไม่รู้จะเขียนยังไงให้โดนใจทุกคน เพราะคนกลุ่มนี้อาจจะอยากเล่นกีต้าร์ก็จริง แต่ถ้ามองกันลึกลงไปก็อาจจะมีทั้งกลุ่มของคนที่อยากเล่นกีต้าร์เพลงร๊อค บางคนอาจจะอยากเล่นกีต้าร์อะคูสติก บางคนอยากเล่นกีต้าร์คลาสสิค ฯลฯ

พอมีคนหลายกลุ่มอยู่ข้างใน เราก็ไม่รู้จะเขียนยังไงให้โดนใจคนทุกกลุ่มจริงไหมครับ?

สุดท้ายพอต้องฝืนมติสวรรค์ พยายามเขียนแบบกลางๆให้โดนทุกกลุ่ม เลยกลายเป็นไม่โดนใจใครเลยสักกลุ่ม!

ก็เจ๊งไงครับ…

จะเอาง่ายๆ แนวนี้ ต้องทำอะไรให้มันง่ายเข้าไว้ครับ

มันจะง่ายกว่าไหมถ้าเราเปลี่ยนจากการสร้างคอร์สสอนเล่นกีต้าร์พื้นฐานเป็นคอร์สสอนเล่นกีต้าร์ร๊อคสไตล์ X-Japan?

แค่จินตนาการดูเราก็จะรู้ว่า… การเขียนคำโฆษณา การทำตลาด การขาย ทั้งหมดล้วนแล้วแต่จะง่ายขึ้นเยอะเลย…

“ชอบ X-Japan ใช่ไหม? มาสิ…เราจะสอนคุณลีดกีต้าร์ให้เก่งแบบฮิเดะใน 3 เดือน”

(ในตอนนี้ถ้าคนอ่านเป็นแฟนเพลงวง X-Japan เค้าจะรู้สึกว่าอินกว่า เพราะเหมือนกับว่าเราเป็นพวกเดียวกัน ผลคือเค้าจะสนใจในรายละเอียดต่อไป… ในทางตรงกันข้าม ถ้าคนอ่านไม่ใช่แฟนเพลงวง X-Japan ก็จะงงว่าฮิเดะคือใคร แล้วก็ปิดหน้านี้ทิ้งไปเลย!)

เห็นไหมครับว่าการเลือกนิชให้ถูกต้อง มันจะทำให้การตลาด การขาย ทำได้ง่ายดายขึ้นเยอะเลย

สรุปอีกทีคือขั้นตอนแรกของการสร้างเครื่องมือทำเงินก็คือคุณต้องมีนิชเป้าหมาย… ไม่ใช่แค่ตลาดเป้าหมาย!

หลังจากมีนิชแล้ว สิ่งที่ต้องมีต่อไปก็คือ…

สินค้า

ท่านผู้อ่านคงจะได้อ่านบทความก่อนหน้านี้ไปแล้วและก็คงจำได้ว่าเพื่อนผมมีสินค้าแบบดิจิตอลคือ อีบุ้กสอนวาดรูป อีบุ้กสอนปลุกเห็ด โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยในการปลูกเห็ด ฯลฯ

และนั่นคือสิ่งที่เราต้องมีในขั้นตอนต่อไป

หลายๆสำนักอาจจะบอกว่าเราหารายได้จากเน็ทเนี่ยเราไม่จำเป็นต้องมีสินค้าของตัวเองก็ได้ เราสามารถเอาสินค้าของคนอื่นมาขายก็ได้… ผมอยากบอกว่า…

ก็จริงครับ!

แต่… การขายสินค้าให้คนอื่น ก็เหมือนกับการสร้างธุรกิจให้คนอื่น ทำไมเราถึงไม่ทำงานเพิ่มอีกนิดนึงเพื่อสร้างสินค้าของตัวเองขึ้นมาแล้วขายสินค้าของตัวเองไปเลยล่ะ?

เพราะการขายสินค้าของตัวเองมีข้อดีมากมาย ทั้งกำไรแบบ 100% ไม่ต้องกินแค่ค่าคอมมิสชั่น… อีกทั้งยังได้สร้างธุรกิจให้กับตัวเองไปในตัวด้วย ยิ่งขายได้เยอะ เรายิ่งโตเอง ดีใช่ไหมล่ะ?

ผมยังไม่ลงรายละเอียดมากมายในเรื่องสินค้า แต่ใบ้ให้สั้นๆก็คือ เดี๋ยวนี้เราสามารถมีสินค้าของตัวเองได้อย่างง่ายดาย…

อาจจะเขียนอีบุ้กขึ้นมาเองก็ได้ หรืออาจจะไปจ้างพวก Ghostwriter เขียนให้เราก็ยังได้

หรือแม้แต่ถ้าอยากมีโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นสินค้าของเราเอง… ก็สามารถไปจ้างโปรแกรมเมอร์ให้มาทำให้เราก็ได้เช่นกัน

ประเด็นคือ… เราไม่ต้องทำเองก็ได้…

จ้างได้ครับ!

ไว้มาลงรายละเอียดกันทีหลัง ตอนนี้แค่จำให้ได้ก่อนว่าเราต้องมี…

- นิชเป้าหมาย
- สินค้า

จิ๊กซอว์ชิ้นต่อไปสู่การสร้างเครื่องมือสร้างรายได้บนอินเทอร์เน็ทก็คือ…

เว็บไซท์

เว็บไซท์ในที่นี้จะมีหน้าตาไม่เหมือนกับเว็บพวกสินค้าทั่วไป แต่จะเป็นเว็บที่ทำมาเพื่อรีดผลลัพธ์ บังคับให้คนซื้อโดยเฉพาะ เราเรียกศาสตร์แนวนี้ว่า Direct marketing/Direct response ซึ่งแนวนี้เป็นแนวที่ผมชอบมากเพราะเราจะทำเพื่อเน้น… ผลลัพธ์

เราไม่เน้นการทำตลาดเพื่อสร้างแบรนด์หรือทำให้คนรู้จักเพียงอย่างเดียว เพราะถึงคนรู้จักแบรนด์เราแต่ถ้าเค้าไม่ซื้อสินค้า… เราก็เจ๊งอยู่ดี!

เว็บไซท์พวกนี้จะต้องมีการวางแผนไว้อย่างดี เราจะเรียกมันว่าการทำ Funnel

ผมก็ไม่รู้จะแปลเป็นไทยยังไงอีกเหมือนกัน แต่เอาเป็นว่ามันคือการทำเว็บไซท์เพื่อขายสินค้านั่นแหละ แต่เป็นการขายแบบหลายระดับ เช่น หน้าแรกขายอีบุ้กเล่มแรก พอลูกค้ากดซื้อเรียบร้อยก็จะทำการพยายามขายสินค้าตัวต่อไปให้กับลูกค้าต่อเลย ที่บางคนเรียกว่าการทำ Up-sell นั่นเอง

ยกตัวอย่างเช่น อีบุ้กสอนปลูกเห็ดเล่มที่ผมยกตัวอย่างมานั้น สมัยก่อนจะขายอีบุ้กก่อนในราคา $47 พอลูกค้ากดซื้อเรียบร้อยก็จะทำการเสนอขายโปรแกรมช่วยปลูกเห็ดในราคาพิเศษ $27 จากราคาปกติ $67

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Up-sell

จริงๆในการทำ Funnel นั้นจะมีลูกเล่นมากมายเพื่อรีดเงินออกจากกระเป๋าของกลุ่มเป้าหมายในนิชเรา ไม่ว่าจะเป็นการทำ Up-sell, Down-sell, Cross-sell ฯลฯ

แต่อย่างที่บอกไว้ครับว่าเราจะยังไม่ลงรายละเอียด เราจะพูดถึงภาพรวมก่อน แล้วค่อยๆไล่ลงไปทีละอย่าง…

สรุปตอนนี้คือเราต้องมีสามอย่างแล้ว ได้แก่…

- นิชเป้าหมาย
- สินค้า
- เว็บไซท์

ขั้นตอนต่อไปที่ต้องมีก็คือ…

ทราฟฟิค

ทราฟฟิคคืออะไร… ทราฟฟิคก็คือคนในกลุ่มเป้าหมายหรือนิชของเรานั่นเอง เรามีนิชแล้ว เรามีสินค้าแล้ว เรามีเว็บไซท์แล้ว แต่ถ้าเราไม่มีคนในกลุ่มเป้าหมายเข้ามาเยี่ยมชม… แล้วมันจะทำเงินได้ยังไงล่ะคร้าบบบบบบ

พอมีสามอย่างแรกครบแล้ว เราก็จะต้องเริ่มหาทราฟฟิค ไม่ว่าจะเป็นการทำ SEO, Facebook Ads, Google AdWords, Bing, การลงโฆษณาตามเว็บต่างๆ ฯลฯ

แน่นอนว่าของพวกนี้ล้วนแล้วแต่มีต้นทุนของมันอยู่…

สิ่งที่ผมอยากเน้นก็คือ… ผู้คนส่วนใหญ่ชอบบอกว่ามีปัญหาเรื่องการหาทราฟฟิค!

แต่ผมอยากบอกว่า… ทราฟฟิคไม่ใช่ปัญหา!

เพราะปัจจุบันทราฟฟิคมีเยอะมาก เรียกว่าจริงๆแล้วเราสามารถเสกทราฟฟิคได้อย่างไม่จำกัดด้วยซ้ำ… เวลาอยากได้ทราฟฟิค ก็แค่เข้าไปทำ Facebook Ads, Google AdWords ฯลฯ

จริงไหม?

ปัญหาจริงๆก็คือ… เราทำเงินจากทราฟฟิคไม่ได้มากกว่า 5555

จริงไหม?

มือใหม่มักจะเจอปัญหานี้… ไว้ตอนเราลงรายละเอียดค่อยมาดูหลักการในการแก้ปัญหากัน 🙂

มาถึงตรงนี้ผมขอสรุปอีกครั้งว่า… ถ้าต้องการสร้างเครื่องมือทำเงินผ่านอินเทอร์เน็ทให้กับตัวเองกัน

เราจะต้องมี 4 สิ่งนี้
- นิชเป้าหมาย
- สินค้า
- เว็บไซท์
- ทราฟฟิค

ที่เหลือก็คือการผสมผสานทำให้มันเป็นระบบ ซึ่งแน่นอนว่าผมคงยังไม่สามารถพูดถึงมันได้ในบทความนี้

เดี๋ยวเราจะค่อยๆไล่ลงไปในแต่ละขั้นตอนกันในบทความต่อๆไป

มาถึงตอนนี้ ถ้าใครมี Passion เป็นของตัวเองแล้ว…

ลองสำรวจดูครับว่ามันนิชพอหรือยัง ถ้าใช่ผมก็ยินดีด้วยครับ เพราะไม่ยากเลยที่เราจะสามารถสร้างสินค้าออกมาจาก Passion ของตัวเองได้…

ลองวางแผนดูครับว่าจะสร้างอะไรออกมาเป็นสินค้าดี เสร็จแล้วก็ลองออกแบบเว็บไซท์ดูว่าจะทำยังไงให้การนำเสนอสินค้าของเราเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่ใช่แค่การสร้างภาพ

เสร็จแล้วก็วางแผนหาทราฟฟิคเข้าไปทดสอบกันดูครับ…

ผมแนะนำให้ลองทำเองไปก่อนเลย ไม่ต้องรอบทความต่อๆไปจากผมแล้วค่อยทำครับ

ทำไปก่อน แล้วค่อยๆเรียนรู้กันเพิ่มเติมจากบทความของผมก็ได้ครับ น่าจะเป็นการเรียนรู้ที่ดีกว่าด้วย 🙂

ส่วนวันนี้พอก่อนครับ… ขอตัวไปเตรียมเที่ยวต่อก่อน

ปลายเดือนกลับมาเจอกับบทความต่อไปกัน

ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ 🙂

ปล. ขอบคุณรูปตัดต่อที่เพื่อนๆทำมาให้นะครับ ชอบมากๆ 😛

ก๊วง

คนไทยคนแรกและคนเดียวในปัจจุบันที่ ClickBank ควักกระเป๋าเชิญไปพูดที่เวทีต่างประเทศร่วมกับนักการตลาดออนไลน์ระดับโลก (ClickBank.com คือเว็บไซท์ขาย Digital Product อันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบัน ยอดขายมากกว่า $3 Billion USD)

>