ก๊วง – IMT Inspiration & Services co.,ltd

All Posts by ก๊วง

Open Rate ใน Mailing List ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน… ทำยังไห้สูง?

สวัสดีครับทุกค้นนนนน

ก็ห่างหายจากการเขียนบทความไปนานแสนนานนะครับ แต่ปี 2019 นี้ก็ตั้งใจไว้ว่าจะออกจากถ้ำไปสู่โลกภายนอกให้มากขึ้นเพื่อเผยแพร่ประสบการณ์ของการทำ Internet Marketing ในเรื่อง Digital Product, Marketing Automation, List Building และ Copywriting ออกมา

ก็ขอเริ่มด้วยบทความนี้เลยละกันครับ...

สืบเนื่องมาจากเมื่อวันก่อนผมได้ไปนั่งไลฟ์พูดคุยสดๆกับพี่ป้อมแห่ง Tarad.com และน้องแบ้งก์แห่ง ContentShifu มาในเรื่องของ Marketing Automation (เป็นนัดต่อเนื่องกันจากงาน BeerTalk #4 ที่จัดโดย Tarad.com)
(คลิกที่นี่เพื่อเข้าไปดูไลฟ์ในวันนั้น)
(คลิกที่นี่เพื่อเข้าไปดูบันทึกวีดีโองาน BeerTalk #4 เรื่อง Marketing Automation)

คือผมจำได้ว่ามีท่านผู้ชมท่านนึงเม้นบอกว่า Open Rate ของการทำ Email marketing มันต่ำมากๆ เค้าทำได้ที่ราว 4% เท่านั้นเอง หมายความง่ายๆว่า... เค้าส่งอีเมลออกไปหาคน 100 คน จะมีคนเปิดอ่านแค่ 4 คนเท่านั้น

และนี่คือที่มาของบทความนี้ครับ เพราะผมจะมาขยี้เรื่องนี้กันว่าทำไมปัจจุบัน Open Rate ของการทำ Email marketing มันถึงได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินกันขนาดนี้ และจะทำยังไงให้มันสูงขึ้นเหมือนที่ผมพูดไว้ในวันนั้นว่าผมมี Open Rate ทั้งสูงและต่ำแล้วแต่ List ของผม มีตั้งแต่ 2-6% ยัน ~88% เลย...

ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลงมากครับ มาเริ่มกันเลยละกัน!

Open Rate ต่ำ... เกิดจากอะไร?

Subject ไม่ชวนอ่าน! คือคำตอบง่ายๆยอดฮิตของคำถามนี้... แต่ผมอยากจะบอกว่ามันเป็นคำตอบที่ดีของยุคสมัยสัก 5+ ปีก่อนครับ!

ผมทำ Email Marketing ตลาดนอกมาเป็นหลัก ได้เห็นตั้งแต่สมัยที่คนยังเปิดอีเมลกันเป็นเรื่องปกติ จนกระทั่งมาถึงในปัจจุบันที่คนเริ่ม Decline อีเมลกันแล้ว ก็ต้องบอกก่อนว่าจริงๆแล้วไม่ใช่แค่ Open Rate ของ Email นะครับที่เริ่ม Decline แต่เป็นกับทุกๆสื่อ!

ใช่ครับ ผมขอย้ำว่าเป็นกับทุกๆสื่อ ไม่ใช่แค่อีเมลเท่านั้น...

สาเหตุหลักก็เพราะว่าทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารมันท่วม Internet จนล้นไปหมดแล้ว แต่... มนุษย์เรากลับมีเวลาเท่าเดิม!

เพราะฉนั้น... โดยธรรมชาติของมนุษย์ก็จะเริ่มทำการคัดกรองข้อมูลที่จะเสพกันมากขึ้นนั่นเองครับ อะไรไม่โดนใจ... เค้า Decline หรือก็คือไม่สนไม่เปิดอ่านทั้งนั้นครับ ไม่ว่าจะเป็น Email, Social Media, SMS, โฆษณาตามสื่อต่างๆ ฯลฯ

จะไม่เหมือนกับเมื่อก่อนที่ข้อมูลข่าวสารมันหายากกว่าทุกวันนี้ เลยต้องเปิดอีเมลจากคนที่เราติดตามบ่อยๆ ไม่งั้นอาจจะพลาดข้อมูลที่สำคัญไปได้

ถ้าลงลึกลงไปก็คงต้องบอกว่า...​ ทุกวันนี้คนจะเปิดอ่านอะไรก็ตาม... Trust หรือความไว้วางใจ ความเชื่อถือ มีผลมากๆครับ!

ก็ต้องบอกตรงๆเลยว่า Subject มันไม่ได้สำคัญเหมือนกับสมัยก่อนอีกต่อไปแล้ว แม้จะมีผล แต่ไม่ได้มีผลมากมายเหมือนสมัยก่อนแล้วครับ

อีกอย่างที่มีผลก็คือ... เราทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ตอนขออีเมลเค้าหรือเปล่า?

เช่น เราบอกว่าจะส่งข้อมูลที่มีประโยชน์ให้เค้า แต่เรากลับเอาแต่ขายของอย่างเดียวเลย... หรือสิ่งที่ส่งให้เค้าเป็นข้อมูลกากๆทั่วๆไป แบบนี้ก็ไม่ต้องหวังมากว่าอีเมลต่อๆไปเค้าจะเปิดอ่าน จริงไหมครับ?

คลิกที่นี่เพื่ออ่านต่อ...

ธุรกิจบนอินเทอร์เน็ทของผมในช่วงที่ผมพาครอบครัวไปเที่ยว 11 + 14 วัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ

ผมเพิ่งกลับจากการพาครอบครัวไปเที่ยวญี่ปุ่นกับเพื่อนของผมมาเป็นระยะเวลา 11 วัน เป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากๆเพราะเป็นการพาลูกไปเที่ยวเล่นหิมะครั้งแรก แถมเพื่อนๆที่ไปด้วยกันก็ช่วยกันดูแลครอบครัวของผมเป็นอย่างดี

วันนี้เลยอยากมาลองแชร์ว่าธุรกิจบนอินเทอร์เน็ทของผมเป็นอย่างไรในขณะที่ผมเดินทางท่องเที่ยวอยู่…

[เนื่องจากกลับมาจากญี่ปุ่นแล้วลูกสอบและปิดเทอมต่อเลย ระหว่างที่เขียนบทความนี้ยังไม่เสร็จก็ต้องออกเที่ยวต่อในไทยอีก 14 วัน เลยขอรวบยอดเล่าให้ฟังเรื่องธุรกิจของผมระหว่างเที่ยวทั้งในและนอกประเทศไปเลยละกัน]

จุดประสงค์ไม่ได้อยากจะโชว์ออฟหรือใดๆทั้งสิ้น แต่อยากให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจว่าธุรกิจบนอินเทอร์เน็ทที่ผมพูดถึงนั้นมันมีลักษณะอย่างไร จัดการอย่างไร ในขณะที่เจ้าของธุรกิจไปทำอย่างอื่นอยู่

ไม่ว่าจะอยู่ไทย อยู่นอก ท่องเที่ยวหรือทำกิจกรรมอื่นอยู่

การจัดการมันก็เหมือนเดิมครับ!

ซึ่งนั่นคือเนื้อหาในวันนี้ ผมหวังว่าจะทำให้เพื่อนๆเห็นภาพของธุรกิจบนอินเทอร์เน็ทกันมากขึ้นอย่างแน่นอน…

บทความนี้คงไม่ยืดยาวอะไรมากมาย เพราะต้องการให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพเฉยๆว่าเมื่อธุรกิจแนวนี้มันถูกเซ็ทให้เป็นระบบแล้ว… เราจะใช้ชีวิตไปกับการดูแลธุรกิจและเรื่องส่วนตัวอย่างไร

ที่ผมต้องการนำเสนอแบบนี้เพราะว่าเป้าหมายในชีวิตของผมไม่ใช่เรื่องที่ว่าต้องทำเงินให้ได้มากมายจนต้องโฟกัสอยู่กับงานแบบลืมเรื่องรอบตัวไปเลย แต่เป้าหมายในชีวิตของผมหลักเลยคือผมต้องมีชีวิตที่ผมเลือกได้… คือมีเวลาใช้ชีวิตและสามารถดูแลครอบครัวได้

และจากการพูดคุยถามตอบกับเพื่อนๆทางโซเชียลก็ทำให้ผมพบว่าคนอื่นยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ผมทำมากเท่าไหร่ว่ามันเป็นอย่างไร และนั่นคือที่มาของบทความนี้นั่นเอง…

ผมจะมาเล่าว่า… ธุรกิจของผมต้องดูแลอย่างไรในบทความนี้… รับรองว่าสั้นจนคนส่วนใหญ่ไม่คาดคิด!

พร้อมกันยัง???

คลิกที่นี่เพื่ออ่านต่อ...

จะแปลง Passion ให้กลายเป็นเครื่องมือทำเงินบนอินเทอร์เน็ทได้ยังไง…

สวัสดีครับเพื่อนๆ

เป็นไปตามสัญญานะครับว่าถ้าบทความที่แล้วมีการแชร์บนเฟสบุ้กมากกว่า 50 ครั้งแล้วผมจะเขียนบทความต่อไปเลยภายในหนึ่งสัปดาห์

ก็แชร์เกินมาพอสมควร เพราะฉนั้นก็จัดไปครับ แต่ทว่า… พรุ่งนี้ผมต้องเดินทางพาครอบครัวไปเที่ยวเป็นระยะเวลา 11 วัน ก็อาจจะต้องทิ้งช่วงสำหรับบทความต่อไปพอสมควรนะครับ 🙂

คืนนี้เลยขอนั่งจิบไวน์พันปีเสริมกำลังกายนิดนึงก่อน…

โอเค… มาเข้าช่วงสาระกันได้แล้ว

สำหรับบทความนี้จะพูดถึงเรื่องของการแปลง Passion ให้กลายเป็นเครื่องมือทำเงินบนอินเทอร์เน็ท…

เครื่องมือที่จะทำหน้าที่สร้างทั้งรายได้และเวลาให้กับเราแม้เวลาที่เรากิน นอน เข้าห้องน้ำ เล่นกีฬา ท่องเที่ยว ฯลฯ

เอาแบบสั้นๆคือมันจะทำหน้าที่สร้างรายได้ให้เราได้ตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด…

โดยมันไม่สนหรอกว่าเราจะเอาเวลาไปทำอะไร!

ในตอนนี้ผมจะยังไม่ลงรายละเอียด แต่จะสาธยายถึงภาพรวมก่อนว่า…

เจ้าเครื่องมือทำเงินนี้มันจะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

อย่างแรกเลยที่ต้องมีก็คือ…

ตลาดเป้าหมาย

หรือเรียกให้ดูดีว่า “นิช” (Niche) นั่นเอง… จริงๆผมไม่รู้หรอกว่านิยามของคำว่าตลาดกับนิชมันแตกต่างกันยังไง ผมเรียนไม่จบ แถมไม่เคยได้ศึกษาการตลาดแบบทฤษฎีมาเลย ผมไม่รู้ก็คงไม่แปลกใช่ไหม…

แล้วนิยามของคำว่าตลาดกับนิชสำหรับผมมันคืออะไร?

คำว่าตลาดสำหรับผมแล้ว ผมมองว่ามันเป็นอะไรที่กว้างๆ เช่น ตลาดของคนลดน้ำหนัก ตลาดของคนรักษาสุขภาพ ตลาดของคนมองหารายได้เสริม ฯลฯ

แต่นิชสำหรับผมแล้ว มันจะเป็นอะไรที่เฉพาะเจาะจงและอยู่ภายใต้ตลาดอีกทีนึง พูดง่ายๆคือมันเป็นส่วนย่อยในตลาดเข้าไปอีก เช่น…

คลิกที่นี่เพื่ออ่านต่อ...

เอ่อ… Passion มันเอาไปทำเงินจากอินเทอร์เน็ทได้จริงเหรอครับพี่?

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน…

หลังจากร้างราบล็อกไปนานเกือบปีนับจากบทความล่าสุด ผมใช้ชีวิตมันส์ไปหน่อยเลยลืมมาอัปเดทบล็อกนี้เลยครับ

ขุดไปขุดมาเจอว่าเขียนค้างๆคาๆอยู่ก็เลยขอมาเขียนต่อเลยละกัน

ตอนที่แล้วผมเขียนเกี่ยวกับการเลือกทำสินค้าและแนะนำให้ทำตาม Passion หรือสิ่งที่ตัวเองชอบกัน…

แต่คำถามที่เรามักจะมานั่งคิดก็คือ…

Passion ของเรา… มันเอาไปทำเงินจากเน็ทได้จริงๆหรือ?

คำถามที่เกิดต่อมาก็คือ… มันจะมีคนสนใจ Passion ของเราจนยอมจ่ายเงินให้เราเลยหรือ?

จากประสบการณ์ที่ทำเรื่องพวกนี้บนเน็ทมาเกือบจะ 10 ปีแล้ว ขอตอบสั้นๆว่า…

ทำเงินจากเน็ทได้แน่นอน และมีคนสนใจ Passion ของคุณแน่นอน… ไม่ว่าคุณจะมีความชอบในเรื่องแปลกๆใดๆก็ตามบนโลกนี้!

ประเด็นก็คือ… คุณต้องประเมินให้ได้ว่า…

Passion ของคุณนั้นมันสามารถสร้างผลลัพธ์ที่คุณต้องการได้หรือไม่?

ทุกๆ Passion บนโลกนี้ล้วนมีคนสนใจ… แต่…

คนที่สนใจมีจำนวนมากขนาดไหน?

คนที่สนใจยินดีควักเงินจ่ายมากน้อยขนาดไหน?

แล้วเราต้องประเมินว่ามันเพียงพอสำหรับการสร้างผลลัพธ์ที่เราต้องการได้ไหม ถ้าได้ก็ลุยเลย แต่ถ้าไม่ได้ก็จะมีสองทางเลือก

- ไปทำเรื่องอื่นแทน
- ทำไปแล้วค่อยๆขยายเพิ่ม

ถ้าใครยังไม่เคยทำเรื่องพวกนี้ ผมแนะนำให้เลือกทางที่ 2 ก่อน… เพราะหวังรวยตั้งแต่การทำครั้งแรกเป็นเรื่องที่ยากและแทบเป็นไปไม่ได้ (อย่าหาว่าผมมองโลกในแง่ร้ายเลยนะ ผมแค่พูดตามสถิติจริง ไม่อยากหลอกให้ความหวังคนอ่าน)

จงอยู่กับความจริงให้ได้ว่าถ้าอยากรวย อยากได้ชีวิตที่ดี คุณไม่มีทางได้มันมาง่ายๆหรอก ไม่งั้นเค้าก็รวยกันเต็มบ้านเต็มเมืองไปแล้ว!

เพราะฉนั้น สรุปอีกที สำหรับมือใหม่แล้ว ผมแนะนำให้ทำไปก่อนไม่ว่าสิ่งที่คุณชอบนั้นดูแล้วจะสร้างผลลัพธ์อันเกรียงไกรให้คุณได้หรือไม่ ไม่ต้องไปสนใจ ตอนนี้สนใจแค่ว่าทำไงก็ได้ให้เราสามารถเรียนรู้ว่าเค้าทำเรื่องพวกนี้กันยังไงไปก่อน

พอเราทำเป็นแล้ว ค่อยทำเรื่องต่างๆเพิ่มในภายภาคหน้าก็ได้

ลองมาดูกันง่ายๆว่าพวก Passion ที่เค้าทำกันมันเป็นยังไง หน้าตาของ Digital product มันจะออกมาเป็นยังไงบ้าง?

ผมลองยกตัวอย่างเว็บของสินค้าที่ทำตาม Passion ของตัวเองอย่างตัวนี้ดู…

ไม่ใช่ของชาวบ้านที่ผมรู้จักเขาแต่เขาไม่รู้จักผม แต่เป็นของเพื่อนนักการตลาดแนวนี้ชาวมาเลเซียที่เรารู้จักกันมาราวๆ 6-7 ปีและสินค้าของเพื่อนผมคนนี้ก็ยังสร้างรายได้ให้เขาอยู่ แม้จะไม่มากมายแต่มันเป็นรายได้ที่เข้ามาเองแบบอัตโนมัติซึ่งทำให้เขาไม่ต้องไปทำงานประจำที่เขาไม่ชอบ

หลายๆคนอาจจะร้องยี้เมื่อเห็นหน้าตาเว็บของเขา ตอนผมมาทำเรื่องพวกนี้ใหม่ๆก็เป็นเหมือนกันครับ 55555

เว็บนี้ทำเงินให้กับเพื่อนผมราวๆ 20,000-60,000 บาทต่อเดือน ขายอยู่บน ClickBank.com

คลิกที่นี่เพื่ออ่านต่อ...

เมื่อรู้จักกับประเภทของสินค้าแล้ว… จะเลือกสินค้าอย่างไรต่อดี?

สวัสดีครับเพื่อนๆผู้อ่าน

บทความนี้มาช้านิดนึงนะครับ ก่อนหน้านี้จะวุ่นๆไปกับการเตรียมตัวสอน IMT Workshop อยู่น่ะครับ

พอดีสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์สุดท้ายของการสอนแล้ว เลยพอมีเวลาปลีกตัวมาเขียนบทความนี้น่ะครับ (ผมสอนคลาสละ 3 เสาร์ต่อเนื่องกันครับ)

เอาภาพ IMT Workshop มาฝาก เผื่อเพื่อนๆจะคุ้นหน้าคุ้นตาคนที่มาเรียนบ้าง

ผมก็ไม่ได้สอนคลาสใหญ่ใดๆนะครับ เป็น Workshop เล็กๆ เป็นกันเองและง่ายๆ ไว้จะมาเล่าเกี่ยวกับ Workshop ให้ฟังทีหลังนะครับ 🙂

กลับมาที่บทความนี้กันครับ เราจะคุยกันเรื่องอะไรในบทความนี้?

บทความก่อนหน้านี้เราได้พูดถึงรูปแบบของสินค้าไปแล้วทั้งที่แบบจับต้องได้และจับต้องไม่ได้… ผมว่าท่านผู้อ่านคงจะได้เห็นภาพชัดเจนถึงข้อดีข้อเสียของสินค้าสองรูปแบบนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

และถ้าเป็นไปตามที่ผมเดา… ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะให้ความสนใจในตัวสินค้าแบบจับต้องไม่ได้มากกว่า (ก็ผมเขียนเชียร์ซะขนาด)

วันนี้ก็เลยขอมาต่อกันที่เรื่องนี้

หลังจากที่เราเลือกรูปแบบของสินค้าที่อยากทำได้แล้ว… เราก็ต้องมาเลือกตลาดหรือนิช (Niche) ว่าเราจะทำสินค้าขึ้นมาแล้วเอาไปทำตลาดไหนดี เลือกสินค้าแล้วจะพิจารณายังไงว่ามันน่าทำหรือเปล่า และบทความนี้เราก็จะมาพูดถึงเรื่องนี้เป็นหลักครับ

อยากทำสินค้าแบบ Digital Product ของตัวเอง… จะเลือกทำสินค้าอะไรดี?

คือถ้าถามผมนะครับ ผมขอแนะนำให้คุณเริ่มจากการนำสิ่งที่ตัวเองชอบหรือรักมาทำครับ ไอ้ที่คนอื่นเค้าเรียกกันเท่ๆติดปากว่า Passion นั่นล่ะครับ!

ดีดกีต้าร์ เล่นเปียโน เล่นกล้าม ปลูกเห็ด ฯลฯ

คุณชอบหรือรักในเรื่องอะไร ก็จับมันมาทำ Digital Product ครับ

ลองใช้หัวคิดๆๆๆๆๆดูว่า… สิ่งที่เราชอบเนี่ยจะทำยังไงให้คนอื่นสนใจและอยากจ่ายเงินให้เราเพื่อแลกกับมัน

พูดเหมือนจะง่าย แต่จริงๆ… ก็ไม่ได้ยากเท่าไหร่นะครับ!

ผมแนะนำวิธีง่ายๆดังนี้

ไปที่ ClickBank.com หรือ Udemy.com แล้วค้นหาเรื่องที่เราชอบและรักที่นั่นครับ เราจะพบว่าเรื่องที่เราชอบนั้น… มีคนทำเป็นคอร์สหรือ eBook มาขายแล้ว หรือถ้าไม่เจอ… มันมีนัยสองอย่างครับคือ…

เรื่องที่คุณชอบคือขุมทอง ยังไม่มีใครทำ
เรื่องที่คุณชอบคือความว่างเปล่า ไม่มีใครสนใจอยากซื้อ
ขึ้นอยู่กับดวงครับว่าจะเป็นอันไหน 😛

อ่อ… ถ้าท่านผู้อ่านยังไม่รู้จัก ClickBank.com กับ Udemy.com ผมจะขออธิบายสั้นๆไว้ตรงนี้ครับ

- ClickBank.com คือศูนย์กลางซื้อขาย Digital Product อันดับหนึ่งในปัจจุบัน
- Udemy.com คือศูนย์กลางซื้อขาย Video course อันดับหนึ่งในปัจจุบัน (ก็ถือว่าเป็น Digital Product เหมือนกัน)

ทีนี้ถ้าคุณพบว่ามีสินค้าที่เกี่ยวกับความชอบของคุณขายอยู่แล้ว… ก็ถือว่าเป็นสัญญานอันดีครับ เพราะนั่นแสดงว่าโลกนี้ยังมีคนอีกส่วนนึงที่ชอบเหมือนกับเรา และมีแนวโน้มว่าจะมีคนสนใจจ่ายเงินเพื่อแลกกับมัน

เอาล่ะครับ หลังจากที่เราพบแล้วว่าสินค้าที่เราคิดไว้มันมีคนทำแล้ว (หรือแม้แต่พบว่ายังไม่มีคนทำ แต่เราก็ตัดสินใจที่จะทำ)

คลิกที่นี่เพื่ออ่านต่อ...

มาต่อกันกับ… สินค้าที่จับต้อง ลูบคลำ ขยำขยี้ไม่ได้! (ตอนที่ 2)

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน

ผมกลับมาจากม่อนจองแล้วครับ เป็นสถานที่ที่สวยมากๆที่หนึ่งครับ ไว้ว่างๆอย่าลืมไปเที่ยวกันดูนะครับ

อ้อ… อย่าลืมฟิตร่างกายก่อนไปล่ะครับ ทางชันยาวมาก เล่นเอาผมหอบจนไม่มีเวลาร้องแฮ่กๆไปหลายตลบเลย

เอารูปมาฝากตามธรรมเนียมครับ

กลับมาเข้าเรื่องของเรากันครับ

สำหรับบทความนี้ก็จะพูดถึงสินค้ารูปแบบที่สองต่อจากตอนที่แล้วที่ผมพูดถึงสินค้าแบบจับต้องได้ให้อ่านกันไปแล้วนะครับ

มันคือ…

สินค้าหรือบริการในรูปแบบที่จับต้องไม่ได้ ที่เรียกๆกันว่า Intangible product หรือ Digital product

จับต้องไม่ได้ยังไงครับ ก็ง่ายๆครับคือถึงเราซื้อมาแล้วก็ไม่สามารถใช้มือจับมันได้อยู่ดี

เอ้า จับไม่ได้ แล้วจะซื้อมาทำอะไรครับพี่?

ก็ทำได้หลากหลายแบบมากครับ ผมยกตัวอย่างสินค้าเหล่านี้ก่อน เช่น…

eBook – หนังสืออิเล็คทรอนิกส์

จับต้องไม่ได้ใช่ไหมครับ? ใครจับได้ บอกด้วย 555

eBook ผลิตมาจากอะไรครับ? ผลิตจากไอ้เจ้ารหัส 0011100100 ที่มันอยู่ในคอมพิวเตอร์นั่นเอง เพราะฉนั้นเวลาเราจะจับต้องมัน อาจจะต้องทำผ่านพวกตัวอ่าน eBook เช่น Kindle, iPad, Tablet ต่างๆ ซึ่งถ้านับจริงๆแล้วก็จับต้องไม่ได้ครับ เพราะไอ้ที่มือเราจับต้องลงไปก็คือตัวอ่าน eBook แต่ไม่ใช่ตัว eBook จริงๆ

eBook พวกนี้ส่วนใหญ่ก็บรรจุความรู้เอาไว้ให้คนซื้อนำไปเสพครับ สารพัด หลากหลายมาก เรียกว่าเป็นการขาย Information หรือที่คนไทยยุคปัจจุบันพยายามจะปลุกปลั้นคำว่า Information Product, Infopreneur ขึ้นมาน่ะครับ

จริงๆเป็นคำที่ต่างชาติเค้าใช้กันมาเป็นสิบๆปีแล้วครับ บ้านเราก็กำลังพยายามทำให้เป็นที่นิยมอยู่ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีครับ

เราลองมาเทียบเล่นๆระหว่างหนังสือจริงกับ eBook ดูกันครับว่าใครเด่นใครด้อยในด้านไหนกันบ้าง

  • หนังสือจริงจับต้องได้ อ่านได้ฟีลกว่าเพราะเอามือไปพลิกเปลี่ยนหน้าได้ 555
  • eBook มีน้ำหนักเบากว่าหนังสือเล่ม? อันนี้เป็นจริงมากๆเมื่อเทียบกันแบบหลายๆเล่ม พกหนังสือ 10 เล่มกับพก eBook 10 เล่ม น้ำหนักนี่ต่างกันราวกับขนนกกับก้อนหินเชียวนะครับ (ผมว่า eBook จริงๆแล้วไร้น้ำหนักนะครับ น้ำหนักที่นับคือตัวอ่าน eBook มากกว่า อยากได้เบาๆก็ต้องพวกตระกูล Amazon Kindle ครับ)
  • ต้นทุนการผลิตต่อเล่มของ eBook เป็นศูนย์ ต้นทุนมีแค่ตอนผลิต eBook เล่มแรกเท่านั้น แต่หนังสือเล่มมีต้นทุนการผลิตทุกๆเล่ม
  • eBook ซื้อขายง่ายกว่า นั่งอยู่หน้าคอม กดเลือกแล้วจ่ายเงิน สามารถดาวน์โหลดมาอ่านได้ทันที
  • เป็นคนเขียนหนังสือเล่มดูดีกว่า eBook เพราะได้วางอยู่บนชั้นหนังสือตามห้างและใช้หนุนนอนแทนหมอนได้ 555

ก็เทียบเล่นๆดูนะครับ ลองวิเคราะห์ต่อกันเองว่ามีอะไรมากกว่านี้อีกไหม

ส่วนแหล่งที่ขาย eBook เยอะๆก็ลองดูพวก Amazon Kindle Store, ClickBank ฯลฯ ครับ

ลองมาดูสินค้าที่จับต้องไม่ได้แบบอื่นกันบ้างครับ

คลิกที่นี่เพื่ออ่านต่อ...

ขายอะไรบนอินเทอร์เน็ทดี… ดีมาก… ดีที่สุด? (ตอนที่ 1)

สวัสดีครับเพื่อนๆผู้อ่าน

หวังว่าคงสบายดีกันทุกคนนะครับ วันนี้ที่ผมเขียนบทความนี้อยู่คือวันเที่ยวของเทศกาลปีใหม่หรือตรุษจีนครับ

คนจีนเค้าถือและห้ามทำงานกันแต่ผมขอออกไปส่งลูกไปโรงเรียนต่อด้วยฟิตเนสแล้วก็มานั่งชิลๆทำงานไปเรื่อยๆพร้อมเขียนบทความใหม่อันนี้ครับ

สำหรับบทความนี้ก็เป็นบทความต่อเนื่องถัดมาจากคราวก่อนนะครับ

ผมได้บอกไปในว่าการสร้างรายได้จากอินเทอร์เน็ทนั้นโดยส่วนใหญ่ทำกันอยู่สามรูปแบบ คือ

- ขายสินค้าหรือบริการของตัวเอง
- ขายสินค้าหรือบริการของคนอื่นแล้วกินส่วนแบ่ง
- ขายพื้นที่โฆษณา

และผู้อ่านจากบทความแรกก็มีคำถามเข้ามามากที่สุดถามว่า… แล้วขายอะไรดีที่สุด?

อ่อม… ผมก็บอกไม่ได้เหมือนกันครับ สินค้าแต่ละอย่าง แต่ละรูปแบบ มันก็มีข้อดี ข้อเสียต่างกันไป แต่ในบทความนี้ผมจะขอกวาดเข้าไปให้ลึกอีกขั้นในเรื่องของสินค้านะครับ ว่าเราควรเลือกสินค้าประมาณไหนมาขาย

ผมขอย้ำนะครับว่าไม่มีสินค้าไหนดีที่สุด มันมีแต่สินค้าที่เหมาะกับสไตล์การขายและการทำงานของเรามากที่สุดต่างหาก

และบทความนี้ผมก็จะไม่ได้บอกด้วยว่าสินค้าตัวไหน ประเภทไหน อะไรยังไงที่มันขายดีๆและเหมาะกับตัวท่านผู้อ่าน
เก็บไปเป็นการบ้านหลังจากอ่านบทความนี้เสร็จกันเองนะครับ

ก่อนอื่นเลย สิ่งที่ผมเน้นย้ำเสมอในเรื่องเป้าหมายของการทำ Internet Marketing ก็คือ Lifestyle พูดง่ายๆคือทำแล้วมันต้องสนับสนุนให้เรามีเวลาและทรัพย์ไปใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้ และการเลือกรูปแบบของสินค้าหรือบริการที่เราจะขายมันก็เป็นตัวตีกรอบจำกัดในเรื่องของ Lifestyle ที่เราจะสร้างขึ้นมา

ถ้าเลือกรูปแบบของสินค้าไม่สอดคล้องกับรูปแบบการทำงานและ Lifestyle ของเราตั้งแต่ต้น จะมาแก้ตอนหลังก็ดูจะยุ่งนิดนึง

เพราะฉนั้นเรามาทำความรู้จักกับรูปแบบของสินค้าหรือบริการในหลายๆแง่มุมกันเถอะ!

แล้วรูปแบบของสินค้าที่พวกเรานำมาขายมีอะไรบ้าง?

ไม่ต้องตกใจกลัวไปครับ ผมเขียนออกมาเป็นบทความนึงในเรื่องนี้ไปเลย ดูเหมือนจะมีเยอะแต่จริงๆรูปแบบของสินค้านั้นมีน้อยมากๆครับ

ปล. ผมขอแบ่งรูปแบบของสินค้าหรือบริการจากประสบการณ์การทำ Internet Marketing ของผมนะครับ ต้องขอโทษที่อาจจะไม่เหมือนตามตำราทั่วๆไป และมันมีอยู่เพียงแค่สองอย่างเท่านั้น

- สินค้าที่เราจับต้องได้
- สินค้าที่เราจับต้องไม่ได้

เหวอเลยไหมครับ สั้นมาก สั้นจริงๆ ผมเองยังไม่รู้จะเขียนยังไงต่อเลย เดี๋ยวจะลองพยายามอธิบายให้มากที่สุดแล้วกันนะครับ

เริ่มกันที่…

คลิกที่นี่เพื่ออ่านต่อ...

การสร้างรายได้จากอากาศในยุคที่ดิจิตอลครองเมือง ใครๆก็ใฝ่ฝัน…

สวัสดีครับ

ก่อนอื่นเลยขอบอกว่าผมดีใจมากที่ได้กลับมาเขียนบทความอีกครั้ง ผมหยุดเขียนบทความไปราวๆจะสองปีแล้ว เอาเวลาไปใช้ชีวิตที่ตัวเองต้องการเยอะไปหน่อยครับ ตระเวณเที่ยว ฝึกถ่ายรูป ฯลฯ

ตอนนี้ตัดสินใจจะกลับมาเขียนบทความเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการสร้าง Lifestyle ด้วยเครื่องมือทางอินเทอร์เน็ทครับ

ที่อยากกลับมาเขียนบทความก็เพราะว่าผมอยากเอาประสบการณ์จริงๆของการสร้างรายได้จากอินเทอร์เน็ทมาแบ่งปันให้พวกเราได้รับทราบกัน ถ้านับแล้วตอนนี้ผมก็ทำมาประมาณ 10 ปีพอดี

ก็จะขอเอาความรู้พวกนี้มาเผยแพร่แบ่งปันหน่อยในภาษาที่สบายๆ และที่สำคัญ…

สิ่งที่ผมจะเขียนเกือบทั้งหมด ล้วนมาจากประสบการณ์ที่ผมทำมาเอง ไม่ได้เอาเรื่องราวความสำเร็จของคนอื่นมาเขียนซ้ำ จริงๆจะทำก็ได้นะ แต่ผมคิดว่าเขียนเรื่องของคนอื่นยังไงก็คงไม่อินเท่าเขียนจากประสบการณ์ที่ตัวเองเจอมา…

เพื่อนๆเห็นด้วยไหมครับ?

เขียนมาหลายย่อหน้าแล้ว ยังไม่เข้าเรื่องสักที เอ้า เข้าเรื่องเลยละกัน!

บทความแรกนี้ผมจะขอเขียนเพื่อทำความเข้าใจกับผู้อ่านบางท่านที่ยังไม่รู้จักกับการหารายได้ทางเน็ทก่อน เพราะบางคนเห็นแค่คำว่าหารายได้จากเน็ทก็เมินหน้าหนีแล้วเพราะคิดว่าเป็นพวกธุรกิจขายตรงบ้าง หลอกลวงชาวบ้านบ้าง แชร์ลูกโซ่ออนไลน์บ้าง Money game บ้าง ฯลฯ

สิ่งที่ผมทำ รายได้ที่สร้างขึ้นมา พวกนี้มาจากโมเดลการสร้างที่ถูกจริยธรรม ไม่ผิดกฎหมาย ไม่เป็นการหลอกลวงผู้บริโภค ไม่ได้โกงใครกิน และไม่ใช่ Money game ใดๆ เนื่องจากเราขายสินค้าจริงๆ และเราขายให้กับผู้บริโภคจริงๆ

เห็นไหมครับว่ามันคนละเรื่อง!

เอาล่ะ ก่อนเข้าเรื่อง ขอแนะนำตัวเองสั้นๆก่อนนะครับ เพื่อนๆจะได้พิจารณาว่าควรจะเสียเวลาอ่านบทความนี้ต่อไปไหม

ผมชื่อ เสรี วรเดชจำเริญ ชื่อเล่น ก๊วง สมัยก่อนผมทำงานประจำเหมือนคนส่วนใหญ่ล่ะครับ ที่อาจจะไม่เหมือนก็คือผมเริ่มทำงานตั้งแต่เรียนมหาลัยปีสอง ผมเรียนม.รามฯครับ และสุดท้ายก็เรียนไม่จบเพราะพบกับความจริงอย่างนึงว่า สิ่งที่ผมเล่าเรียนมาจากโรงเรียนและมหาลัยนั้นถูกใช้น้อยมากในที่ทำงาน

ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการศึกษาเอง พวกการเขียนโปรแกรมและความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ต่างๆนั้นกลับถูกนำมาใช้มากกว่าในสัดส่วนที่แบบไม่ต้องเปรียบเทียบกันอีกต่อไป ผมเลยตัดสินใจไม่เรียนให้มันจบและเลือกก้าวหน้าในหน้าที่การงานมากกว่า!

ผมทำงานประจำมาน่าจะราวๆ 8-10 ปีได้ รวมถึงได้ทำธุรกิจกับเพื่อน ทำ Software House ด้วยความหวังว่าจะ “รวย” และจะได้ใช้ชีวิตแบบฟู่ฟ่าตามที่ใฝ่ฝัน

ทำ Software House ไปสามปี รายได้ดีแต่พบว่าชีวิตตัวเองไม่มีเวลายิ่งกว่าตอนทำงานประจำเสียอีก สุดท้ายจึงไปศึกษาและพบกับทางออกที่ผมยึดและทำมาจนถึงปัจจุบัน…

นั่นคือการสร้างรายได้จากอินเทอร์เน็ทหรือที่ผมเรียกว่า Internet Marketing นั่นเอง (ขอโทษที่แปลไม่ตรงตัวนะครับ)

ผมจึงสามารถออกจากงานประจำมารับ-ส่งลูกทั้งสองคนกับภรรยาทุกวันได้ตั้งแต่ปี 2011 จนกระทั่งปัจจุบัน…

ปี 2015 ที่ผ่านมา ClickBank.com ควักกระเป๋าตังเชิญผมให้ไปเป็น Guest Speaker พูดในหัวข้อเรื่อง “How to getting started your own digital business like a PRO” ที่ต่างประเทศร่วมกับนักการตลาดออนไลน์ระดับโลกหลายคน (ClickBank.com คือเว็บไซท์ขาย Digital Product อันดับหนึ่งของโลกในปัจจุบัน ยอดขายมากกว่า $3 Billion USD) ขอย้ำนะครับว่าผมไม่ได้จ่ายเงินเพื่อขอไปขึ้นพูดแล้วถ่ายรูปกลับมาขายของ เค้าจ่ายเงินให้ผมไปขึ้นพูดครับ!

ผมก็ขอแนะนำตัวสั้นๆแค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวเราจะได้รู้จักกันมากขึ้นอยู่แล้ว 🙂

เอาล่ะ เข้าเรื่องกันได้ แล้วการสร้างรายได้บนอินเทอร์เน็ทหรือที่ผมเรียกว่าการสร้างรายได้ในยุคดิจิตอลแบบที่ผมบอกมันคืออะไร?

ถ้าเอาแบบสั้นๆเคลียร์ๆก็จะมีสามอย่างนี้ครับ

- ขายสินค้าหรือบริการของเราเอง
- ขายสินค้าหรือบริการของคนอื่นแล้วกินค่านายหน้า
- ขายพื้นที่โฆษณา

เกือบทุกเครื่องมือการสร้างรายได้บนอินเทอร์เน็ทล้วนแล้วแต่อิงการสร้างรายได้จากสามรายการข้างบนนี้ครับ

ผมจะยังไม่พูดถึงเรื่องเครื่องมือว่ามีอะไรบ้างนะครับ แต่ขอพูดถึงลักษณะต่างๆของการสร้างรายได้ทั้งสามแบบนี้ก่อนว่ามันมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร เอาแบบทีละรายการเลย

คลิกที่นี่เพื่ออ่านต่อ...
>